RSS
 

เคล็ดลับการเตรียมตัว-เตรียมใจ ก่อนเปิดเทอม

09 May

เคล็ดลับต้อนรับเปิดเทอมเพื่อที่จะได้ไปโรงเรียนด้วยความแจ่มใส
1. เตรียมตัว
เข้านอนเร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น หลาย ๆ คนพอปิดเทอมไปแล้วก็นอนดึก ดูทีวี ฟังเพลง ส่งผลให้เราตื่นค่อนข้างสาย ดังนั้นลองปรับสิ่งเหล่านี้ดูค่ะ โดยนอนเร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้น เพื่อที่พอเปิดเทอม เราจะไม่รู้สึกง่วงระหว่างเรียนยังไงล่ะคะ

จัดโต๊ะหนังสือใหม่
แน่นอนล่ะค่ะ เปิดเทอมแล้ว อุปกรณ์การเรียน หนังสือเรียน ย่อมเป็นของใหม่ ดังนั้น หากมีหนังสืออะไรที่ไม่ได้ใช้ หรือ อุปกรณ์การเรียนอะไรที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว ก็เก็บลงกล่องเอาไว้ หรือจะนำไปบริจาค หรือส่งต่อให้รุ่นน้องเราก็ได้ เพื่อที่เราจะได้ใช้โต๊ะอ่านหนังสือสำหรับหนังสือเรียนใหม่ๆ ยังไงล่ะ

เตรียม หนังสือ-อุปกรณ์การเรียน
เปิดเทอมใหม่นี้ อาจจะมีหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนใหม่ ๆ ที่เราไม่มี ลองตรวจดูก่อนนะคะว่ามีอะไรที่เราจำเป็นต้องใช้บ้าง แล้วขอคุณพ่อคุณแม่ไปซื้อมาเตรียมไว้ก่อน โดยเฉพาะหนังสือนี่ถือว่าจำเป็นมาก หากเราเตรียมตัวช้าหนังสืออาจจะหมดก่อน แล้วจะลำบากไม่มีหนังสือไว้เรียนนะ

ทานอาหารเช้า
หลังจากตื่นนอนตอนเช้าแล้ว อาหารเช้าถือเป็นสิ่งสำคัญนะคะ เพราะอาหารเช้าคือแหล่งพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวัน ดังนั้น น้อง ๆ คนไหนที่ช่วงปิดเทอมตื่นสายแล้วไม่ได้ทานอาหารเช้า ก็ลองปรับมารับประทานอาหารตอนเช้าดูค่ะ ขนมปังสักแผ่น นมสักแก้ว หรือ ข้าวต้มร้อน ๆ ซักถ้วย แค่นี้ก็ทำให้เรามีกำลังวังชาสำหรับเรียนแล้วค่ะ

อ่านหนังสือล่วงหน้า
ถ้าน้องมีหนังสือที่จะใช้เรียนในเทอมต่อไปอยู่ในมือแล้ว ลองหยิบมาอ่านก่อนค่ะ ได้ซัก 2-3 บทก็ดี หลังจากนั้น หาสมุดโน๊ตมาทำสรุปที่เราได้อ่านไป ซึ่งเราสามารถมาอ่านย้อนได้อีกทีตอนสอบ น้อง ๆ รู้มั้ยคะ ว่าการอ่านหนังสือล่วงหน้าจะช่วยให้เราเรียนในห้องเข้าใจขึ้น หากเรามีข้อสงสัยอะไรก็สามารถถามอาจารย์ได้เลย เคล็ดลับเล็ก ๆ ข้อนี้ช่วยให้หลายๆคนได้คะแนนดี ๆ ตอนสอบมาเยอะแล้ว

2. เตรียมใจ
ฝึกสมาธิ
น้อง ๆ ลองฝึกสมาธินะคะ วันละ 5-10 นาทีก่อนนอนก็ได้ เพราะการฝึกสมาธิและทำให้จิตใจสงบ จะช่วยให้เรามีสมาธิระหว่างเรียนมากขึ้น และ จะช่วยให้เราเข้าใจบทเรียนง่ายขึ้นด้วยค่ะ

ฝึกความจำ
แน่นอนค่ะ ว่าการเรียนที่ดีนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นหลัก แต่บางอย่าง เช่น สูตรทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นสูตรตายตัว เราต้องฝึกหัดท่องจำสิ่งเหล่านี้ให้ขึ้นใจ ดังนั้นเมื่อจะเปิดเทอม ลองทำแบบสรุปคร่าว ๆ มาก่อนนะคะ ว่ามีอะไรที่เราต้องท่องจำบ้าง จากนั้นก็ท่องทุกวัน จนกว่าจะจำได้ วิธีนี้จะช่วยให้น้อง ๆ ไม่ต้องไปเร่งท่องจำในช่วงสอบ และทำให้เราไม่รู้สึกกดดันเมื่อทำข้อสอบด้วยค่ะ

มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน
เรื่องนี้ฟังดูแล้วเหมือนจะยากนะคะ แต่เป็นเรื่องที่ง่ายทีเดียวถ้ารู้เคล็ดลับ อันที่จริงแล้ว เมื่อน้อง ๆ เรื่มอ่านหนังสือก่อนเปิดภาคเรียน น้อง ๆอาจจะมีข้อสงสัย หรือรู้สึกว่าบทเรียนนี้ยาก ทำไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งท้อไปค่ะ เก็บข้อคิดข้อสงสัยเอาไว้ จดใส่กระดาษ แล้วนำไปถามคุณครูที่โรงเรียน และที่สำคัญคือ ให้คิดว่านี่คือบทเรียนใหม่ ไม่ใช่บทเรียนที่ยาก ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่เราจะต้องอดทนและผ่านมันไปให้ได้

เป็นยังไงคะ เคล็ดลับสำหรับน้อง ๆ เป้นเคล็ดลับง่ายๆที่ปฏิบัติได้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยน้อง ๆ อย่างมากในการเรียนหนังสือในเทอมใหม่นี้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจากกระปุกดอทคอม


 

การดัดฟัน

11 Nov

การดัดฟัน

การดัดฟันคืออะไร

การดัดฟันเป็นวิธีที่ช่วยให้ลักษณะของฟันที่ผิดปกติ คือ ฟันที่จัดเรียงกันไม่เป็นระเบียบ หรือฟันที่มีลักษณะยื่นออกมา หรือลักษณะ ของการบฟันเป็นต้นการดัดฟันจะช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านนี้และจะช่วยปรับเปลี่ยนให้ให้ฟันเข้ารูปมากขึ้น และยังช่วยให้โครงหน้าดูดีขึ้นด้วย การดัดฟันสามารถทำได้ตั้งแต่ยังเล็กและจะได้ผลดีกว่าผู้สูงอายุ

สำหรับการดัดฟันต้องใช้เวลานานผู้ที่ต้องการดัดฟันควร ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะถ้าเราดัดฟันไปแล้วเราต้องเอาใจใส่ดูแล สุขภาพฟันภายในช่องปาก เพราะคนที่ดัดฟันจะดูแลยากก่าปกติ และผู้ที่ดัดฟันจะต้องมาพบทันตแพทย์ตามที่แพทย์นัดเพื่อตรวจดูว่า มีอะไรหลุดหรือป่าว

ข้อควรรู้ก่อนการดัดฟัน
- ก่อนการดัดฟันเราควรศึกษาเรื่องของการดัดฟันก่อน เพราะการดัดฟันใช้เวลานาน ท่านจึงควรศึกษาให้ดี ถ้าท่านหยุดกลางคันการ รักษาจะไม่ได้ประสิทธิภาพ

- การการดัดฟันท่านต้องไปพบทันคแพทย์เพื่อให้ตรวจสุขภาพของช่องปาก เพราะการดัดฟันต้องเคลียร์ช่องปาก่อน เช่นการถอนฟัน การอุดฟัน และการขูดหินปูน ซึ่งแต่ละคนจะทำไม่เท่ากันขึ้นอยู่ตามสภาพช่องปากของแต่ละคน

- การรักษาความตรงต่อเวล เป็นสิ่งสำคัญในการดัดฟัน เพราะผู้ที่ดัดฟันต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อประสิทธิภาพของการรักษา การพบทันแพทย์ขึ้นอยู่กับแพทย์ว่าจะนัดนานเท่าใด อาจ1 เดือน 2สองเดือน เป็นต้น

- การเอาใจใส่ก็เป็นสิ่งสำคัญในการดัดฟัน เพราะการดัดฟันต้องใส่เหล็กดัดฟันการรัษาความสะอาดภายในช่องปากจึงยากกว่าปกติ และอาจเกิดฟันพุได้

ประโยชน์ของ การจัดฟัน

1.ช่วยให้การจัดเรียงของฟันดีขึ้นทำให้รักษาความสะอาดของภายในช่องปากกีขึ้น ลดการเกิดฟันผุได้

2.ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ท่านมีความมั่นใจในการ พูดคุย ยิ้ม ในชีวิตประจำวันได้

3.ช่วยลดการใส่ฟันปลอมในอนาคตได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการดัดฟัน

- ลวดที่นิยมใช้ในการจัดฟัน มี 2 แบบ คือ
1. ลวดสแตนเลส มีความแข็งแรง ไม่บิดงอได้ง่าย สามารถดัดขึ้นรูปได้
และมีความฝืดต่ำในการเคลื่อนผ่านช่องของเครื่องมือ (Bracket)

2. ลวดโลหะผสม เช่น ลวดนิเกิ้ลไทเทเนียม (Nickle-Titanium, NiTi) มีความนิ่ม โค้งงอได้และกลับคืนรูปได้เหมือนเดิม จึงนิยมใช้ในช่วงแรกๆ ของการจัดฟัน ที่ฟันยังเกอยู่มาก

- หมุดจัดฟันไทเทเนียม (Mini-Implant)

เป็นเครื่องมือเสริมในการจัดฟันเพิ่งเริ่มมาไม่นานลักษณะเป็นหมุดไทเทเนียมขนาดเล็กฝังผ่านเหงือกไปที่กระดูกที่ไม่มีฟันอยู่ เพื่อเป็นหลักยึดในการดึงฟันไปในทิศทางต่างๆที่ต้องการซึ่งหมุดจัดฟันนี้ใช้เฉพาะในการจัดฟันเท่านั้น หลังจากฟันที่ต้องการเคลื่อน ไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็จะเอาหมุดออก

- หนังยางดึงฟัน

การเลื่อนฟันบางตำแหน่งในการจัดฟันต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้เป็นสิ่งสำคัญโดยการใส่หนังยางดึงฟัน(Elastic) ตามที่ทันตแพทย์จัดฟันแนะนำอย่างเคร่งครัดจะทำให้ฟันเลื่อนเข้าที่ได้รวดเร็วทันตแพทย์จัดฟันจะแนะนำวิธีใส่หนังยาง ทิศทางและตำแหน่งของหนังยางรวมทั้งระยะเวลาในการใส่เช่น ใส่ตลอดเวลา หรือ ใส่เฉพาะบางเวลา คนไข้ควรเปลี่ยนหนังยางทุก 12-24ชั่วโมงหลังใส่เพราะยางจะล้าหมดแรงดึงควรใส่หนังยางคืนทันทีหลังทานอาหารและหลังทำความสะอาดฟัน การใส่หนังยางไม่สม่ำเสมอฟันจะเลื่อนไปแล้วเลื่อนกลับถ้าตะขอที่เกี่ยวหนังยางบิดหรือหักให้รีบติดต่อทันตแพทย์ทันที ฟันที่เกี่ยวหนังยางอาจมีอาการเจ็บๆหรือโยกเล็กน้อยหลังใส่หนังยางเป็นเวลานานซึ่งเป็นปกติไม่ต้องกังวล ถ้ามีอาการมากผิดปกติ ให้ติดต่อทันตแพทย์

- ยางแยกฟัน

ยางแยกฟัน(Separator)ใช้ในการเตรียมฟันเพื่อใส่เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นโดยยางจะค่อยๆ ดันฟันหลังซึ่งปกติจะอยู่ชิดกันแน่น ให้หลวมขึ้น เพื่อเป็นที่อยู่ของแหวนจัดฟันหรือแบนด์ (Band)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล  http://www.ดัดฟัน.com/#


 

นอนไม่หลับ และวิธีแก้ไข

27 Sep

เรื่องน่ารู้ นอนไม่หลับ และวิธีแก้ไข
 
 
 

คนส่วนใหญ่นอนหลับได้ดีในวันหยุดและหวังว่าจะนอนหลับสบายแบบนี้ในทุก ๆ วัน แต่ตามรายงานของ IQWiG (German Institute for Quality and Efficiency in Health Care) บอกว่า ไม่เพียงแต่ความรู้สึกปลดปล่อยจากงานประจำวันเท่านั้น ที่จะช่วยให้เรานอนหลับสบาย แต่ว่าอุปนิสัยการนอนที่ดีจะทำให้เรานอนหลับอย่างสบายตลอดทุกวัน ส่วนการใช้ยานอนหลับเหมาะสำหรับการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น
มีการใช้ยานอนหลับลดลงในปัจจุบัน
1 ใน 5 ของผู้ใหญ่ในประเทศอุตสาหกรรมจะมีปัญหาการนอนไม่หลับในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตครับ ซึ่งทางสถาบันวิจัยได้เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในด้านการนอนไม่หลับมาว่า
ยานอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรหรือสั่งโดยแพทย์ ได้มีการใช้ลดลงในประเทศอุตสาหกรรมอย่างเยอรมัน และถึงแม้ยานอนหลับที่ทำจากพืชสมุนไพรอย่าง valerian ได้มีการใช้มาอย่างยาวนาน แต่ผลการทดสอบก็พบว่ายังห่างไกลจากที่ต้องการนัก “การจ่ายยานอนหลับให้คนไข้นั้น จำเป็นในบางกรณี แต่จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนมากมาย และไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว และสำหรับผู้สูงอายุ ยานอนหลับบางชนิดก่อให้เกิดอาการเสี่ยงที่จะเป็นลมชักและอาจจะรบกวนตัวยาอื่นอีกด้วย” Professor Peter Sawicki กรรมการของสถาบันวิจัย IQWiG กล่าวเตือน “ยานอนหลับไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับอาการหดหู่หรืออาการเจ็บปวดที่เกิดจากการนอนไม่หลับอีกด้วย”
 
การเปลี่ยนลักษณะนิสัยการนอนช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น
จากการเก็บข้อมูลได้บอกว่า คนจำนวนมากสามารถนอนหลับได้เร็วขึ้น เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้เทคนิควิธีผ่อนคลายที่จะช่วยให้พวกเขานอนได้ราวกับ “ปิดสวิตช์” เลยทีเดียว
งานวิจัยบอกว่า การทำกิจกรรมบางอย่างรวมกันสามารถช่วยให้เรานอนหลับดีขึ้น เช่น การขึ้นนอนบนเตียงเมื่อเราเหนื่อยและง่วงพอที่จะนอนเท่านั้น และการอ่านหนังสือหรือดูทีวีบนเตียงนอนทำให้เรานอนหลับได้ยากขึ้น และถ้าเรานอนไม่หลับก็เป็นการดีกว่าที่จะไปหาอย่างอื่นทำแทนที่จะพยายามข่มตานอนหลับ
และการตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุกวันก็ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นเช่นกัน ส่วนการงีบหลับในเวลากลางวันก็จะทำให้เรานอนหลับตอนกลางคืนได้ยากขึ้น
และถ้าเราเป็นโรคนอนไม่หลับอย่างเรื้อรัง ก็ควรจะหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
“คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากาแฟ น้ำอัดลม หรือน้ำชา จะรบกวนการนอนหลับ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็สามารถทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน” Professor Peter Sawicki กล่าว
ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง
ทางสถาบันวิจัยยังวิจัยว่าเราควรจะนอนวันละกี่ชั่วโมง ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เมื่อเรามีอายุมากขึ้น เราจะต้องการเวลานอนลดลงครับ โดยที่เด็กและวัยรุ่นต้องการเวลานอน 8 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องการเวลานอนแค่ 7 ชั่วโมง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล  ::   TeeNee.Com


 

วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent Day)

17 Jul

วันเข้าพรรษา

        
 
 
 
 
วันเข้าพรรษา วันสำคัญทางพุทธศาสนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ความเป็นมาของการเข้าพรรษา 
 
      ทีนี้กิจวัตรของพระภิกษุในฤดูเข้าพรรษา ว่าที่จริงก็ทำนองเดียวกันกับออกพรรษา เพียงแต่ว่าเมื่อไม่ได้ออกไปนอกพื้นที่ พระภิกษุจึงมีโอกาสดังต่อไปนี้
 
     ตัวท่านเองนั้น ก็มีโอกาสที่จะทำภาวนาของท่าน มีโอกาสที่จะปรับปรุงหลักสูตรของท่าน มีโอกาสที่จะค้นคว้าพระไตรปิฎกให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อันนี้ก็เป็นเรื่องราวในปัจจุบันนี้ กิจวัตรในปัจจุบันของพระ เราก็ทำอย่างนี้ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราไปตามวัดต่างๆ ในขณะนี้ ในฤดูเข้าพรรษานี้ เนื่องจากเราก็นิยมบวชกัน จะบวชชั่วคราวแค่พรรษาก็ตาม หรือจะบวชระยะยาวก็ตาม ในเมื่อพอเข้าพรรษาแล้ว พระเก่าพระใหม่ต้องอยู่ที่เดียวกัน พระเก่าทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ ใครถนัดวิชาไหนก็มาสอนวิชานั้นให้แก่พระภิกษุใหม่ ใครถนัดพระวินัยก็สอนพระวินัย ใครถนัดสอนนักธรรมหรือธรรมะก็สอนธรรมะ ใครถนัดสอนพุทธประวัติก็สอนพุทธประวัติ เป็นต้น 
 
     พูดง่ายๆ ฤดูเข้าพรรษาจึงกลายเป็นฤดูติวเข้ม หรือถ้าจะพูดกันอย่างในปัจจุบันก็บอกว่า ฤดูเข้าพรรษานี่แท้จริงก็เป็น Moral Camping ของพระภิกษุนั่นเอง กิจวัตรอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกไปโปรดญาติโยมก็พักเอาไว้ก่อน จึงเหลือแต่เรื่องของการศึกษาเป็นหลัก ค้นคว้าพระไตรปิฎกเป็นหลัก เนื่องจากมีเวลาที่จะค้นคว้าเมื่อหมดจากเวลาการค้นคว้า ก็มานั่งสมาธิกันไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของการค้นคว้าภายใน พระไตรปิฎกในตัว พระไตรปิฎกนอกตัวก็มีอยู่เป็นเล่มๆ ค้นคว้าพระไตรปิฎกในตัวก็คือการทำภาวนานั่นเอง 
 
     ยิ่งกว่านั้น เมื่อพระใหม่มาอยู่ในวัดกันพร้อมหน้าพร้อมตา โยมพ่อโยมแม่ ญาติพี่น้อง พรรคพวกเพื่อนฝูงของพระใหม่ ได้มาร่วมทำบุญที่วัด ได้มาพบพระเพื่อน พบพระลูก พบพระหลาน ถึงแม้พระลูกพระหลานเหล่านี้ยังเทศน์ไม่เป็น เพราะบวชใหม่ แต่ว่าเมื่อมาแล้วก็จะได้พบพระครูบาอาจารย์ พระผู้ใหญ่ ท่านที่มาร่วมทำบุญเหล่านี้จึงมีโอกาสฟังเทศน์จากพระผู้ใหญ่ จึงกลายเป็นฤดูแห่งการศึกษาธรรมะไปด้วยในตัวเสร็จ ทั้งของพระ ทั้งของญาติโยม อันนี้ก็เป็นเรื่องราวของการเข้าพรรษาในยุคปัจจุบันนี้
 
การปฏิบัติตัวของชาวพุทธในช่วงเข้าพรรษา 
 
    ในช่วงเข้าพรรษา พระเก่าพระใหม่ ท่านอยู่กันพร้อมหน้า เมื่ออยู่พร้อมหน้ากันอย่างนี้ ก็เป็นโชคดีของญาติโยม โชคดีอย่างไร โชคดีที่เนื้อนาบุญอยู่กันพร้อมหน้า ญาติโยมตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวด ท่านไม่ปล่อยให้พระเข้าพรรษาเพียงลำพัง ญาติโยมก็พลอยเข้าพรรษาไปด้วยเหมือนกัน แต่ว่าเข้าพรรษาของญาติโยมนั้น เข้าพรรษาด้วยการอธิษฐานจิต
 
หลักธรรมในพระพุทธศาสนา มีแม่บทไว้ชัดอยู่ 3ข้อ คือ
 
1.ละ ชั่ว
2.ทำดี
3.กลั่นใจให้ใส
 
      เมื่อพระอยู่จำพรรษา ท่านก็มีหน้าที่ของท่านว่า ละชั่ว คำ ว่า ละชั่วของพระนั้น ไม่ใช่ ชั่ว หยาบๆอย่าง ที่มนุษย์เป็นกัน แต่ว่าละชั่วของท่านในที่นี้หมายถึงละกิเลส ซึ่งแม้ในเรื่องนั้นโดยทางโลกแล้ว มองไม่ออกหรอกว่ามันเป็นความชั่ว ความไม่ดี เช่น มีจิตใจฟุ้งซ่าน ความจริงก็อยู่ในใจของท่าน คนอื่นมองไม่เห็น ถึงขนาดนั้น ท่านก็พยายามจะละความฟุ้งซ่านของท่านให้ได้ ด้วยการเจริญภาวนา หรือทำสมาธิให้ยิ่งๆขึ้นไป เป็นต้น ท่านก็ละกิเลสหรือละชั่วที่ละเอียดๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป ให้สมกับภูมิแห่งความเป็นพระของท่านความดีท่านก็ทำให้ยิ่งๆ ขึ้น ตัวอย่างเช่น อยู่ที่วัดพระเก่าก็เทศน์อบรมให้พระใหม่ พระใหม่ก็ตั้งใจศึกษาให้เป็นความรู้ความดี เพิ่มพูนความดีให้กับตัวของท่านไป แล้วก็ทำใจให้ใส พร้อมๆ กัน ด้วยการสวดมนต์ภาวนา แต่เช้ามืด ท่านตื่นกันขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ ตื่นขึ้นมาสวดมนต์กันแต่เช้า เป็นต้น 
 
     สำหรับญาติโยมทั้งหลาย แต่โบราณ พอวันเข้าพรรษาก็อธิษฐานพรรษากันเหมือนกัน อธิษฐานอย่างไร อธิษฐานอย่างนี้ พรรษานี้ สามเดือนนี้ ที่รู้ว่าอะไรเป็นนิสัยที่ไม่ดีในตัวเองที่มีอยู่ ก็อธิษฐานเลย พรรษนี้ (เลือกมาอย่างน้อยหนึ่งข้อ) เราจะแก้ไขตัวเองให้ได้ เช่น บางคนเคยกินเหล้า เข้าพรรษาแล้วก็อธิษฐานว่า พรรษนี้เลิกเหล้า เลิกเหล้าให้เด็ดขาด บางคนเคยสูบบุหรี่ ก็อธิษฐานว่า อย่างน้อยพรรษานี้จะเลิกบุหรี่ให้เด็ดขาด เป็นต้น เขาก็มีการอธิษฐานกันในวันเข้าพรรษา พรรษานี้จะละความไม่ดีอะไรบ้าง ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ให้พยายามละกัน คือ ทำตามพระให้เต็มที่นั่นเองในระดับของประชาชน
 
    สิ่งใดที่เป็นความดี ก็พยายามที่จะทำให้ยิ่งๆขึ้นไป เช่น เมื่อก่อนนี้ ก่อนจะเข้าพรรษา ตักบาตรบ้าง ไม่ตักบาตรบ้าง วันไหนมีโอกาสก็ทำ วันไหนชักจะขี้เกียจก็ไม่ทำ เมื่อพรรษานี้ พระอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาดีแล้ว ตั้งใจเลยที่จะตักบาตรให้ได้ทุกเช้า เมื่อก่อนไม่ทุกเช้า แค่วันเสาร์ วันอาทิตย์หรือวันโกนวันพระ พรรษานี้พระอยู่พร้อมหน้า อธิษฐานเลย จะตักบาตรทุกเช้าตลอดสามเดือนนี้ที่เข้าพรรษา นี่ก็เป็นธรรมเนียมที่ปู่ย่าตาทวดทำกันบางท่านยิ่งกว่านั้น ธรรมดาเคยถือศีลห้าเป็นปกติอยู่แล้ว พรรษานี้เลยถือศีลแปดทุกวันพระไปเลย แถมจากศีลห้ายกขึ้นไปเป็นศีลแปด บางท่านเคยถือศีลแปดทุกวันพระ ถืออุโบสถศีลมาทุกวันพระแล้ว เมื่อพรรษาที่แล้ว พรรษานี้ถือศีลแปด ถืออุโบสถศีล ทั้งวันโกนวันพระ เพิ่มเป็นสัปดาห์ละสองวัน บางท่านเก่งกว่านั้นขึ้นไปอีก พรรษานี้จะรักษาศีลแปด รักษาอุโบสถศีล กันตลอดสามเดือนเลย 
 
      ใครมีกุศลจิตศรัทธามากเพียงไหน ก็ทำให้ยิ่งๆขึ้นไปตามนั้น บางท่านยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก ถึงกับอธิษฐานว่า พรรษานี้นอกจากถือศีลกันตลอด ถือศีลแปดกันตลอดพรรษาแล้วยังไม่พอ อธิษฐานที่จะทำสมาธิทุกวัน ทุกคืนก่อนนอนวันละหนึ่งชั่วโมง ใครที่ไม่เคยทำก็อธิษฐานจะทำสมาธิวันละหนึ่งชั่วโมง คืนละหนึ่งชั่วโมง บางท่านเพิ่มเป็นคืนละสองชั่วโมง สามชั่วโมง ก็ว่ากันไปตามกุศลศรัทธาอย่างนี้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ปู่ย่าตาทวดของเราทำกันมา
 
     อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากก็คือ เนื่องจากปัจจุบันนี้สังคมเปลี่ยนไป ญาติโยมประชาชนส่วนมากหยุดงานกันวันเสาร์ วันอาทิตย์ แต่พระนั้น แต่เดิมก็เทศน์กันวันโกนวันพระเป็นหลัก เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงเหลือเพียงคนเฒ่าคนแก่เท่านั้น ที่ไปฟังเทศน์ในวันโกนวันพระ  
 
     แต่เข้าพรรษานี้ ขอฝากหลวงพ่อ หลวงพี่ ด้วยก็แล้วกัน ถ้าจะเพิ่มวันเทศน์วันสอนธรรมะให้กับประชาชนในวันเสาร์-วันอาทิตย์ ซึ่งญาติโยมเขาหยุดงานกันอีกสักวันสองวันก็จะเป็นการดี แล้วก็ญาติโยมด้วยนะ รู้ว่าพระเทศน์วันโกนวันพระ แล้วครั้งนี้เข้าพรรษา ท่านแถมวันเสาร์-วันอาทิตย์ให้ด้วย อย่าลืมไปฟังท่านเทศน์ด้วยนะ ถ้าขยันกันอย่างนี้ มีแต่บุญกุศลกันตลอดทั้งพรรษาเลย แล้วความเจริญรุ่งเรืองทั้งตัวเอง ทั้งพระพุทธศาสนา ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ก็จะบังเกิดขึ้นตลอดปี ตลอดไป
 
ประเพณีการบวชช่วงเข้าพรรษา 
 
     ความจริงแล้ว พระในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะบวชในฤดูกาลไหน หรือจะบวชช่วงสั้น ช่วงยาวแค่ไหนก็ตาม มีวัตถุประสงค์ในการบวชเหมือนกัน คือ มุ่งที่จะกำจัดทุกข์ให้หมดไป แล้วก็ทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือ พูดกันภาษาชาวบ้านว่า มุ่งกำจัดกิเลสเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน จะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีก
 
     ทีนี้อย่างไรก็ตาม เมื่อบวชแล้ว ไม่ว่าบวชช่วงสั้นช่วงยาว ตั้งใจอย่างนี้ ทำตามวัตถุประสงค์ของการบวชอย่างนี้เต็มที่ ไม่ว่าบวชช่วงไหนก็ได้บุญเท่าๆ กันทั้งนั้น อันนี้โดยหลักการ
 
     แต่ว่าเอาจริงๆ เข้าแล้ว เนื่องจากเรานั้น ยังเป็นคนที่เข้ามาสู่ศาสนากันใหม่ๆ แล้วก็ยังต้องการสภาพที่เหมาะสมพิเศษๆ ในการที่จะศึกษาธรรมะ ในการที่จะขัดเกลาตัวเอง ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าได้บรรยากาศพิเศษๆขึ้นมา ก็จะช่วยให้การบรรลุวัตถุประสงค์ของการบวชนั้นง่ายขึ้นและดีขึ้น ปู่ย่าตาทวดของเราจึงได้เลือกแล้วว่า ฤดูเข้าพรรษาเป็นบรรยากาศพิเศษ เหมาะที่จะให้ลูกหลานของตัวเองจะเข้ามาบวช พิเศษอย่างไรในฤดูนี้
 
    ประการที่ 1. ดินฟ้าอากาศเป็นใจ คือ ในฤดูร้อนของประเทศไทย เรารู้ๆ กันอยู่ว่า ถึงคราวร้อนก็ร้อนเหลือหลาย ร้อนจนกระทั่งแม้ในทางโลก เด็กนักเรียนก็ปิดเทอมกันภาคฤดูร้อน ฤดูร้อนเรียนกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อากาศมันร้อนหนัก เพราะฉะนั้นโรงเรียนก็ปิดเรียน ในทางธรรมก็เช่นกัน ถ้าจะให้พระใหม่มาเรียนธรรมะในฤดูร้อนคงย่ำแย่
 
      ในฤดูหนาวก็เช่นกัน สมัยเราเป็นเด็ก ไปโรงเรียนกันในฤดูหนาว เป็นเด็กนักเรียนก็ไปนั่งผิงไฟกันด้วยซ้ำ ไปนั่งงอก่องอขิงกัน บรรยากาศในการเรียนมันหย่อนๆ ไปเหมือนกัน ร้อนไปก็ไม่ดี หนาวไปก็ไม่ดี ฤดูที่ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป เห็นมีอยู่ฤดูเดียวสำหรับประเทศไทย คือ ฤดูฝน หรือฤดูเข้าพรรษานั่นเอง เพราะฉะนั้นช่วงเข้าพรรษา ดินฟ้าอากาศมันพร้อม มันดีพร้อม มันเป็นใจ เหมาะแก่การศึกษาธรรมะ การค้นคว้าธรรมะ ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
      ประการที่ 2. ครูก็พร้อม เพราะว่าพระภิกษุที่เป็นครูบาอาจารย์ ท่านถูกพระวินัยกำหนดแล้วว่า ห้ามไปไหน ต้องพักค้างอยู่ในวัดตลอดพรรษา ดังนั้น ครูบาอาจารย์จึงพร้อมหน้าพร้อมตามากที่สุดในฤดูเข้าพรรษานี้ เพราะฉะนั้นถ้าใครมาเป็นลูกศิษย์ ก็จะได้พบหน้าพระที่เป็นครูบาอาจารย์ทุกองค์เลย โอกาสจะได้รับการถ่ายทอดธรรมะจึงเต็มที่มากกว่าฤดูอื่น
 
     ประการที่ 3. เราถือเป็นค่านิยมกันแล้วว่า พระใหม่ควรจะบวชในฤดูเข้าพรรษา เพราะฉะนั้น ต้องถือว่าฤดูนี้ ดินฟ้าอากาศเป็นใจ ครูบาอาจารย์ คือ พระเก่าก็พร้อม ลูกศิษย์ คือ พระใหม่ก็พร้อมหน้าพร้อมตากันมาบวชในฤดูนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ความคึกคักในการเรียนมันก็มี
 
     ยิ่งไปกว่านั้น ความพร้อม
         ประการที่ 4. ในส่วนของญาติโยม เมื่อลูกหลานมาบวช ญาติโยมก็เกิดความคึกคักเหมือนกันที่จะมาฟังเทศน์ด้วย เพราะว่ามาด้วยความห่วงพระลูกพระหลานของตัวเอง อีกทั้งยังนำข้าวปลาอาหารมาทำบุญ มาเลี้ยงพระลูกพระหลาน แล้วก็เลยเลี้ยงกันไปทั้งวัดอีกด้วย
 
      ยังไม่พอมาเลี้ยงพระลูกพระหลานเสร็จแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องไปกราบพระที่เป็นครูบาอาจารย์ เมื่อเป็นอย่างนี้ความคุ้นเคยระหว่างพระกับโยมในช่วงเข้าพรรษาก็มีมากขึ้น ญาติโยมจึงมีโอกาสจะได้ฟังเทศน์ฟังธรรมพร้อมๆกันไปด้วย พระลูกพระหลานก็เข้าห้องเรียนไปห้องหนึ่ง โยมพ่อโยมแม่ก็เข้าฟังเทศน์ในศาลาอีกศาลาหนึ่ง รวมทั้งข้าวปลาอาหารก็มีพร้อมมูลอย่างนี้ บรรยากาศแห่งความสมบูรณ์ในการประพฤติปฏิบัติธรรมมาพร้อมกันถึง 4 ประการอย่างนี้ ฤดูเข้าพรรษาจึงนับว่าเป็นฤดูที่เหมาะสมต่อการเข้ามาบวชอย่างยิ่ง
 
     จึงเป็นธรรมเนียมกันมาทุกวันนี้ว่า บวชตอนเข้าพรรษานั้นน่าบวชที่สุด เพราะว่ามีโอกาสได้บุญมากที่สุด ทั้งพระผู้บวช คือ ได้ศึกษาเต็มที่ มีโอกาสที่จะโปรดโยมพ่อโยมแม่มากที่สุด เพราะถึงแม้ตัวเองเป็นพระใหม่ยังเทศน์ไม่ได้ แต่พระอาจารย์ในวัดก็ช่วยเทศน์ให้ ทุกอย่างมันสมบูรณ์พูนสุขจริงๆ บวชเข้าพรรษาจึงมีทีท่าว่าได้บุญมากกว่าฤดูอื่น ด้วยประการฉะนี้

 
กิจวัตรของพระภิกษุในฤดูเข้าพรรษา  

     เท่านั้นยังไม่พอ พระเก่าก็วางแผน กำหนดแผนการเลยว่าเมื่อออกพรรษาแล้ว ควรจะเดินทางไปโปรดที่ไหน นั่นก็อย่างหนึ่ง อีกทั้งปรับปรุงหลักสูตรวิธีการเทศน์การสอน การอบรมให้เหมาะกับท้องถิ่น ให้เหมาะกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

      ในเรื่องความเป็นมาของการเข้าพรรษา ถ้าว่ากันตามประวัติย่อๆ คือ ในยุคต้นพุทธกาล ก็ยังไม่มีการเข้าพรรษา เพราะฉะนั้นตลอดทั้งปี เมื่อพระภิกษุมีความเห็นว่าท่านควรจะไปเทศน์ ไปสอนญาติโยมที่ไหนได้ ท่านพอมีเวลา ท่านก็จะไป หรือไม่ได้ไปเทศน์ไปสอนใคร ถ้าเห็นว่าที่ไหนมันเงียบ มันสงัดดี เหมาะในการที่จะไปบำเพ็ญภาวนา ทำสมาธิ(Meditation)ของท่าน ท่านก็จะไป ซึ่งแน่นอน ส่วนมากก็จะอยู่ในเขตที่เป็นป่าเป็นเขา ไกลๆออกไปจากตัวเมือง หรือว่าต้องผ่านไปในชนบทนั่นเอง
 
     จากการที่ท่านต้องไปอย่างนี้ เนื่องจากในฤดูฝนที่เขาทำไร่ทำนากันอยู่นั้น บางครั้ง ข้าวกล้าของเขาก็เพิ่งหว่านลงไปในนา มันเพิ่งงอกออกมาใหม่ๆ บางทีก็ดูเหมือนหญ้า พระภิกษุก็เดินผ่านไป นึกว่ามันเป็นดงหญ้า ก็เลยย่ำข้าวกล้าของเขาไป ซึ่งก็ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เขาก็มาฟ้องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระไปย่ำข้าวของเขาที่ปลูกเอาไว้ หว่านเอาไว้ นกกาฤดูฝนมันยังอยู่กับรังของมัน พระทำไมไม่รู้จักพักบ้างเพื่อตัดปัญหานี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยทรงกำหนดให้พระภิกษุ เมื่อเข้าพรรษา หรือเมื่อเข้าฤดูฝน ให้พระอยู่กับที่ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำเดือน 8 จนกระทั่งขึ้น 15ค่ำเดือน11 ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ไปทำภาวนาที่ไหน ไม่ไปเทศน์โปรดใคร ถ้าใครต้องการให้โปรด ก็มาที่วัดก็แล้วกัน มาหาท่าน ไม่ใช่ท่านไปหาเขา กำหนดเป็นอย่างนี้ไป เพื่อตัดปัญหาไม่ให้ใครมาบ่นลูกของพระองค์ได้ 
 
     แต่อีกมุมมองหนึ่ง พระองค์ทรงถือโอกาสที่เกิดเป็นปัญหานี้ ได้ทรงเปลี่ยนคำครหาให้กลายเป็นโอกาสดีของพระภิกษุว่า ถ้าอย่างนั้นพระภิกษุอยู่เป็นที่ในวัดวาอาราม เพื่อที่จะให้พระใหม่ได้รับการอบรมจากพระเก่าได้เต็มที่ เพราะว่าจริงๆแล้ว ในการอบรมถ่ายทอดศีลธรรม ถ่ายทอดธรรมวินัยให้แก่กันและกันนั้น ถ้าทำอย่างต่อเนื่อง ทำเป็นที่เป็นทางต่อเนื่องกันทุกวันทุกวัน อย่างนี้จะเป็นการดี การศึกษาธรรมะอย่างต่อเนื่องมีผลดีเพราะฉะนั้น พระองค์ก็เลยทรงกำหนดขึ้นมาว่า ให้พระภิกษุอยู่กับที่ในช่วงเข้าพรรษาอยู่ในวัด แล้วพระใหม่ก็ศึกษาหรือรับการถ่ายทอดธรรมะจากพระเก่า ส่วนพระเก่าก็ทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ด้วย คือ สอนพระใหม่ 
 

 ขอบคุณข้อมูลจาก…


 

วันสงกรานต์

13 Apr

ประเพณีสงกรานต์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ และเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงามฝังลึกอยู่ในชีวิตของคนคำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนไทยมาช้านาน
การย้ายของพระอาทิตย์เข้าไปจักรราศีใดราศีหนึ่ง จะเป็นราศีใดก็ได้ แต่ความหมายที่คนไทยทั่วไปใช้ หมายเฉพาะวันและเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในเดือนเมษายนเท่านั้น

วันสงกรานต์เป็นประเพณีการขึ้นปีใหม่ในประเทศแถบร้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศแถบหนาวดังที่กล่าวไว้ในเรื่องของวันปีใหม่ วันสงกรานต์มีทั้งหมด ๓ วันด้วยกัน ได้แก่

วันที่ ๑๓ เมษายน วันมหาสงกรานต์ หรือวันส่งท้ายปีเก่า หมายถึง ก้าวหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ คือ สงกรานต์ปี การที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ เป็นวันทำความสะอาดใหญ่ ชำระล้างร่างกาย และจิตใจให้ใสสะอาด เริ่มมีการเล่นสาดน้ำเป็นวันแรก

วันที่ ๑๔ วันกลาง หรือวันเนา หมายถึง อยู่คือวันที่ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ ๑ วัน การที่พระอาทิตย์เข้ามาอยู่ในราศีเมษเรียบร้อยแล้ว เป็นวันที่มักมีการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านมากมายเช่น ขนทรายเข้าวัด ก่อพระเจดีทราย ขบวนแห่ประเพณีสงกรานต์ การแสดงทางวัฒนธรรมและมหรสพอื่นๆ … การเล่นสาดน้ำตามประเพณีไทยมักเล่นกันวันนี้มากเป็นพิเศษ

และวันที่ ๑๕ เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่ เป็นวันทำบุญตักบาตรต้อนรับปีใหม่ ปล่อยนกปล่อยปลา อุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว มีการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่
ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษและขอพรปีใหม่เพื่อเป็นศิริมง คลต่อชีวิต ตลอดจนจัดให้มีการสรงน้ำพระสงฆ์ พระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองอีกด้วย ..วันนี้ยังมีการเล่นสาดน้ำอยู่เช่นกัน แต่ในส่วนของตำนานวันสงกรานต์รวมถึงประเพณีที่เกี่ยว ข้องกับนางสงกรานต์นั้น มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึกของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
 

http://www.vcharkarn.com/vcafe/157512


 

15 วิธีคิด เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

14 Mar
คิดบวก

15 วิธีคิด เพื่อชีวิตที่ดีกว่า (SLIM UP)

ปัจจุบันการมี Positive thinking หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าชีวิตคิดบวกนั้นกำลังเป็นที่แพร่หลายในสังคม ทั้งนี้น่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่คนเราในสมัยนี้ใช้ชีวิตกันอย่างค่อนข้างเคร่งเครียดก็เป็นไปได้ ดังนั้นการที่เราจะมองปัญหาในอีกด้านเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นก็นับเป็นเรื่องที่ดี และถือว่าเป็นการเข้าใจโลกในอีกแง่มุมหนึ่งที่สามารถทำให้สบายใจ คลายเครียดไปได้ช่วงหนึ่งเรามี 15 วิธี ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ง่าย ๆ

1. ถ้าโกรธกับเพื่อน…มองคนไม่มีใครรัก

ไม่ว่าจะเป็นความไม่เข้าใจกันในด้านไหนก็ตาม แต่ขอให้คุณรู้ไว้เสมอว่าคุณยังมีเพื่อน (ให้โกรธ) อยู่ถ้าอยากรู้สึกดีขึ้นคุณลองมองคนที่ไม่มีใครรักดูสิ แล้วคุณจะได้รู้ว่าการที่คุณยังได้มีเพื่อนน่ะดีที่สุดแล้ว

2. ถ้าเรียนหนัก…มองคนที่เขาอดเรียนหนังสือ

คุณโชคดีแค่ไหนที่ยังมีโอกาสในการได้รับการศึกษา เมื่อคุณเรียนจบออกมาจะมีหน้าที่การงานความสำเร็จรอคุณอยู่อีกมากแค่ไหน แล้กับคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือล่ะ เมื่อได้มองกลับไปถึงคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนแล้ว คุณพร้อมที่จะเรียนหรือยัง

3. ถ้างานลำบาก…มองคนอดแสดงฝีมือ

วิถีชีวิตของมนุษย์เราย่อมต้องมีการทำงานเข้ามาอยู่ในวงจรชีวิตแทบทุกคน หลายคนได้ทำงานสบายและอีกหลายคนได้ทำงานที่คิดว่าตนเองลำบาก แต่โดยรวมแล้ก็คือยังมีงานทำ ทีนี้ลองนึกในทางกลับกันของคนที่ไม่มีงานทำดูล่ะ ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ แล้วคุณยังอยากทำงานกันอยู่หรือเปล่า

4. ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ…มองคนตายที่หมดลม

พลังงานในการทำงานของคุณย่อมมีการอ่อนล้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติถ้าคุณยังเป็นมนุษย์ เมื่อเหนื่อยล้าควรต้องพักผ่อนเพื่อกลับมาทำงานใหม่ในวันพรุ่งนี้ ให้ดีต่อไป แสดงผลงานของคุณให้มีคุณค่าเป็นที่น่าจดจำ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตามให้คิดเสียว่ายังดีกว่าการที่คุณต้องหมดลมหายใจโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตนเองและคนรอบข้างเลย

5. ถ้าขี้เกียจนัก…มองคนที่ไม่มีโอกาส

ยังมีอีกหลายคนที่อยากได้โอกาสอย่างที่คุณมีแล้วทำไมคุณถึงไม่อยากทำมันล่ะ ในเมื่อคุณสามารถทำได้แล้วขอให้ทำให้ดีที่สุด เพราะการที่คุณขี้เกียจก็เท่ากับคุณกำลังทำลายเวลาที่สามารถทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีกเยอะเลย

6. ถ้างานผิดพลาด…มองคนที่ไม่เคยฝึกฝน

คนทำงานย่อมเกิดความผิดพลาดได้ทุกคน ซึ่งแตกต่างจากคนที่ไม่เคยผิดพลาด เพราะนั่นคือคนที่ไม่เคยทำงานเลย นี่เป็นสัจธรรมที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินมาบ้าง เมื่อเกิดความผิดพลาดขั้นการแก้ไขให้กลับมาดีเหมือนเดิมย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยคุณก็คิดเสียว่าคุณได้ลงมือทำแล้วและยังได้เรียนรู้ในความผิดพลาดครั้งนี้ด้วย

7. ถ้ากายพิการ…มองคนไม่เคยอดทน

ความไม่สมประกอบของมนุษย์เราไม่ใช่อุปสรรคในการทำให้ชีวิตมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า แต่ความอดทนตั้งใจในการที่จะดำเนินชีวิตต่างหาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอะไร ขอให้คุณคิดเสียว่าร่างกายไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ความอดทนต่างหากที่จะเป็นรากฐานสู่ความสำเร็จ

8. ถ้างานรีบรน…มองคนไม่มีเวลา

การที่งานการของคุณมีมาให้สะสางอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ขอให้คุณจงรีบทำให้เสร็จโดยที่อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะการกระทำเช่นนี้จะมีผลต่องานของคุณอย่างแน่นอน รีบจัดการทำให้เสร็จซะเพื่อที่จะไม่ได้มีดินพอกทางหมูในวันต่อ ๆ ไป

9. ถ้าตังค์ไม่มี…มองขอทานข้างถนน

รู้อย่างนี้แล้วคุณยังจะทอดอาลัยอยู่อีกไหม ถ้าคุณยังมีงานทำอยู่ล่ะก็ขอให้คุณสบายใจเถอะว่าคุณยังมีรายได้อยู่ จะมีมากหรือมีน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของคุณแล้วล่ะ การมีน้อยของคุณก็อาจจะมากพอในชีวิตของผู้อื่นก็เป็นได้

10. ถ้าหนี้สินล้น…มองคนแย่งกินกับหมา

คนเราทุกคนเกิดมาย่อมเป็นหนี้อยู่แล้ว จะเป็นมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าคุณสร้างขึ้นมาเท่าไหร่ มีหนี้แล้วใช้หนี้ วันหนึ่งย่อมหมดหนี้แน่นอน ลองคิดและทำเช่นนี้ วันที่หมดหนี้ของคุณจะมาถึงแน่นอน

11. ถ้าข้าวไม่มีกิน…มองคนไม่มีที่นา

การที่คุณยังพอมีกำลังกาย กำลังใจ หรือกำลังทรัพย์ แม้จะเล็กน้อยแต่อย่าคิดว่าด้อยค่าโดยเด็ดขาด ให้นึกไว้เสมอว่าคุณยังมีอยู่ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว

12. ถ้าใจอ่อนล้า…มองคนที่ไม่รู้จักความรัก

อยากให้คุณลองกลับไปที่บ้านหรือที่ ๆ คุณมีใครสักคนรอคุณอยู่ แล้วคุณคงจะรู้ดีขึ้นถ้ามีใครรอคุณอยู่ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยที่คุณยังไม่ยอมให้ใครมาร่วมใช้ชีวิตกับคุณเลย การรู้จักให้ความรักกับผู้อื่นอาจทำให้ใจคุณสดใสขึ้นมาบ้างก็ได้

13. ถ้าชีวิตแย่…มองคนที่แย่กว่า

ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมสรรพเหมือนกันทุกคน อาจมีบ้างบางคนที่มีครบทุกอย่างที่ต้องการและอาจมีบ้างที่ไม่เคยได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ถ้ามีคนที่ไม่เคยได้และไม่เคยมีเลยล่ะ คุณคงไม่อยากเป็นคนประเภทหลังใช่ไหม เพราะฉะนั้นขอให้จงภูมิใจและพอใจในชีวิตคุณเถอะ

14. อย่ามองแต่ฟ้า…ที่สูงเกินตาประจักษ์

บางขณะการใช้ชีวิตที่พอดีและพอเพียงอาจเป็นความสุขที่สุดแล้วก็ได้ ลองหันกลับมาสักหน่อย ถอยมาสักก้าว ความสุขของคุณอาจอยู่ตรงนั้นก็ได้

15. ความสุขข้างล่าง…มีได้ไม่ยากเย็น

เพราะบางขณะชีวิต ความคิด และความสุขมักเริ่มจากตัวคุณก่อนทั้งนั้น คิดดี ทำดี พูดดี แค่นี้ก็สามารถทำความคิดให้เป็นบวกได้

เพียงแค่นี้จิตใจคุณจะเป็นสุขขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ขอเพียงคุณไม่หยุดที่จะพัฒนาความคิดให้เป็นบวก คุณก็จะได้พบมุมมองใหม่ที่ไม่สามารถหาจากที่ไหนได้ นอกจากมุมที่คุณคิด และสร้างขึ้นมาด้วยตัวของคุณเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก kapook.com

 

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

10 Mar

 

ประวัติหลวงตามหาบัว

กำเนิด : ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน ณ บ้านตาด อุดรธานี

วันเกิด :12 สิงหาคม พ.ศ. 2456

นาม : บัว โลหิตดี

พี่น้องทั้งหมด : 16 คน

สมัยเด็ก : เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ

วัยหนุ่ม : เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง

คู่ครอง : เดิมไม่เคยคิดจะบวช เพราะอยากมีครอบครัว แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป

เหตุที่บวช : เมื่ออายุครบ 20 ปี พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด ในครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก จึงตัดสินใจ และยอมบวชตามประเพณี เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่ โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่า จะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วันบวช : 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ณ วัดโยธานิมิตร อุดรธานี

พระอุปัชฌาย์ : ชื่อ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์

เคารพพระวินัย : ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่อย่างเคร่งครัด ในพรรษาแรกท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาต จะไม่ให้มีวันใดขาดเลย และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้

เรียนปริยัติ : เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม ตั้งแต่นวโกวาท พุทธประวัติ ประวัติพระสาวกอรหันต์ ที่ท่านมาจากสกุลต่าง ๆ ตั้งแต่พระราชา เศรษฐี พ่อค้า จนถึงประชาชน หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้ว ต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียรในป่าเขาอย่างจริงจัง เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในป่า เดี๋ยวองค์นี้สำเร็จในเขา ในเงื้อมผา ในที่สงบสงัด ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา อยากจะเป็นพระอรหันต์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง

สงสัย : ช่วงเรียนปริยัติอยู่นี้ มีความลังเลสงสัยในใจว่า หากท่านดำเนินและปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้น จะบรรลุถึงจุดที่พระสาวกท่านบรรลุหรือไม่ และบัดนี้จะยังมีมรรคผลนิพพานอยู่ เหมือนในครั้งพุทธกาลหรือไม่

ตั้งสัจจะ : ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นพระอรหันต์บ้าง ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่า จะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ 3 ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด

เรียนจบ : ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก และเปรียญ 3 ประโยคในปีที่ท่านบวชได้ 7 พรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และสถานที่แห่งนี้เอง เป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งต่อมา ได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน

ออกปฏิบัติ : เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว แม้จะมีพระมหาเถระในกรุงเทพฯ สนับสนุนให้ท่านเรียนต่อในชั้นสูง ๆ ขึ้นไปก็ตาม แต่ด้วยท่านเป็นคนรักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่ และออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจังหวัดนครราชสีมา แล้วเข้าจำพรรษาที่อำเภอจักราช นับเป็นพรรษาที่ 8 ของการบวช

พากเพียร : ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืน จนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม

มุ่งมั่น : แม้พระเถระผู้ใหญ่ท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่งให้กลับเข้าเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯอีก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ภายในชาตินี้ ท่านจึงหาโอกาสปลีกตัวออกปฏิบัติได้อีกวาระหนึ่ง

จิตเสื่อม : จากนั้นท่านกลับไปบ้านเกิดของท่าน เพื่อทำกลดไว้ใช้ในการออกวิเวกตามป่าเขา จิตที่เคยสงบร่มเย็น จึงกลับเริ่มเสื่อมลง ๆ เพราะเหตุที่ทำกลดคันนี้นี่เอง

เสาะหา..อาจารย์ : เดือนพฤษภาคม 2485 เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้ และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่างๆ เขาเป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม ทั้งกิเลสในใจ ขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ

ปริยัติ..ไม่เพียงพอ : จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่า ธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้ แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนา เพราะอดจะเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้น มาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้

ดังนั้น เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร ธรรมที่เรียนมาทั้งหมด จะวิ่งเข้ามาประสานกันกับด้านปฏิบัติ และกลมกลืนกันได้อย่างสนิท

 


โหมความเพียร : จากการได้ศึกษากับผู้รู้จริง ได้รับอุบายต่าง ๆ มากมาย และหักโหมความเพียรเต็มกำลัง ชนิดนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งถึง 9 คืน 10 คืนโดยเว้น 2 คืนบ้าง 3 คืนบ้าง ทำให้ก้นของท่านระบมจนถึงกับแตกพอง เลอะเปื้อนสบงเลยทีเดียว แต่จิตใจที่เคยเสื่อมนั้น กลับเจริญขึ้น ๆ จนสามารถตั้งหลักได้

จริงจัง : ท่านถูกจริตกับการอดอาหาร เพราะทำให้ท่านตัวเบา การภาวนาง่ายสะดวก และจิตใจเจริญขึ้นได้ดี จึงมักงดฉันอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน คราวหนึ่งท่านออกวิเวกแถบป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านไม่เห็นท่านออกบิณฑบาตนานจนผิดสังเกต ถึงขนาดหัวหน้าหมู่บ้านต้องตีเกราะเรียกประชุมกัน ด้วยลือกันว่า ไม่ใช่ท่านตายแล้วหรือก็เคยมี

นักรบธรรม : ท่านไม่เห็นแก่การกินการนอนมากไปกว่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม ดังนั้นในช่วงบำเพ็ญเพียร สภาพร่างกายของท่าน จึงเป็นที่น่าตกอกตกใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเอง เห็นท่านซูบผอมจนผิดสังเกต ชนิดหนังห่อกระดูก ทั้งผิวก็ซีดเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน ท่านถึงกับทักว่า “โฮ้ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” แต่ด้วยเกรงว่าลูกศิษย์จะตกใจและเสียกำลังใจ ท่านพระอาจารย์มั่นก็กลับพูดให้กำลังใจในทันทีนั้นว่า “มันต้องอย่างนี้ซิ จึงเรียกว่า นักรบ”ท่านเคยเล่าถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกิเลส เพื่อจะเอาแพ้เอาชนะกันว่า “ถ้ากิเลสไม่ตาย เราก็ต้องตาย จะให้อยู่เป็นสองระหว่างกิเลสกับเรานั้น ไม่ได้”

ปัญญาก้าวเดิน : ด้วยความมุ่งมั่นจริงจังดังกล่าว ทำให้จิตใจของท่าน ได้หลักสมาธิแน่นหนามั่นคง ท่านทรงภาวะนี้นานถึง 5 ปี ไม่ขยับก้าวหน้าต่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อุบายอย่างหนักเพื่อให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา ทั้งทางอสุภะ(ซากศพ) กระทั่งถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง และส่วนละเอียด จนสามารถรู้เรื่องรู้ราว ฆ่ากิเลสตัวนั้นได้ ตัดกิเลสตัวนี้ได้โดยลำดับ ๆ ในช่วงนี้ท่านมีความเพลิดเพลินในความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส ชนิดเดินจงกรมไม่รู้จักหยุด ตั้งแต่เช้าหลังจังหันจนกระทั่งปัดกวาดในตอนบ่าย ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

สิ้น..อาจารย์ : ท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณภาพลง เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2492 ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ยังความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านอย่างเต็มที่ ด้วยรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจแล้ว จากนั้นท่านพยายามปลีกตัวจากหมู่เพื่อน อยู่ป่าเขาตามลำพัง แต่มุ่งอยู่กับความเพียรตลอด สติแนบแน่นกับจิตเป็นอัตโนมัติด้วยภาวนามยปัญญา

ป่วย..แต่กาย : คราวหนึ่งที่ท่านออกวิเวก ชาวบ้านป่วยเป็นโรคขัดหัวอก ล้มตายวันหนึ่ง ๆ จำนวนตั้งแต่ 3-8 คน เพราะหากใครเป็นโรคนี้แล้ว จะต้องตายภายใน 2-3 วันอย่างแน่นอน ท่านก็เมตตาสวด กุสลา มาติกา ให้คนตายที่ป่าช้า ชนิดไม่มีเวลาลุกไปไหน เพราะเดี๋ยวหามคนตายมาใหม่อีกแล้ว สักครู่ใหญ่ ก็หามมาใหม่อีกแล้ว กระทั่ง จู่ ๆ ท่านก็มาเป็นโรคเดียวกันนี้เข้าบ้าง ท่านจึงบอกชาวบ้านเพื่อขอหลบนั่งสมาธิภาวนา ต่อสู้กับทุกขเวทนาใหญ่นี้ด้วยธรรมโอสถ ด้วยการพิจารณาอริยสัจ ผลปรากฏว่าพิจารณาตก โรคหายเป็นปลิดทิ้งในเที่ยงคืนนั้นเอง

คืนแห่ง..ความสำเร็จ : จากนั้นไม่นานท่านก็มุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เป็นช่วงพรรษาที่ 16 ของท่าน บนเขาลูกนี้นี่เองของคืนเดือนดับแรม 14 ค่ำ เดือน 6 (จันทร์ 15 พฤษภาคม 2493) เวลา 5ทุ่มตรง ท่านได้บรรลุธรรมด้วยความอดทนพากเพียร พยายามอย่างสืบเนื่องตลอดมา นับแต่วันออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างเต็มเหนี่ยวรวมเวลา 9 ปี

คืนแห่งความสำเร็จระหว่างกิเลสกับธรรมภายในใจของท่านจึงตัดสินกันลงได้ ด้วยความประจักษ์ใจ หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องภพชาติ เรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย กิเลสตัณหา อาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้นเอง

ยืนยัน…ชาตินี้ ชาติหน้า อดีตชาติ มีจริง : สภาวะธรรมในใจของท่านขณะนั้น ท่านเคยเล่าให้พระภิกษุในวัดป่าบ้านตาดฟังว่า “เกิดความสลดสังเวชภพชาติแห่งความเป็นมาของตน และเกิดความอัศจรรย์ในพระพุทธเจ้า พระสาวกอรหันต์ที่ท่านหลุดพ้นไปแล้ว ท่านก็เคยเป็นมาอย่างนี้ เราก็เป็นมาอย่างนี้ แต่คราวนี้เป็นความอัศจรรย์ในวาระสุดท้าย ได้ทราบชัดเจนประจักษ์ใจ เพราะตัวพยานก็มีอยู่ภายในจิตนั้นแล้ว แต่ก่อนจิตเคยมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับสิ่งใด บัดนี้ไม่มีสิ่งใดจะติดจะพัวพันอีกแล้ว…”

 



จนกระทั่งหลวงตาเข้าสู่พระนิพพาน ในวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2554เวลา 03.53 นาที ตลอดถึงวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พุทธศักราช 2554 และหลังจากที่มีการ พระราชทานเพลิงสรีระสังขารของหลวงตามหาบัวแล้ว ลูกศิษย์ประชาชนชาวบ้านที่ไปเข้าร่วมในพิธีต่างก็ได้เห็นถึงปาฏิหารย์ ที่เชื่อกันว่าเกิดจากบุญบารมีของหลวงตามหาบัว

บ้างก็ว่ากันว่า เห็นไฟเปลวเพลิงเป็นรูปหลวงตากำลังบิณฑบาต และขณะที่กำลังทำพิธีพระอาทิตย์ทรงกลด ทำให้เหล่าลูกศิษย์ชาวบ้านพากันตื่นตกใจในความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่เราควรยืดถือและนำมาปฏิบัติสืบต่อไปนั่นก็คือ ธรรมะที่หลวงตาสอนเพราะสิ่งๆ นี้เป็นสิ่งที่จะทำให้จิตเราสงบสุขที่สุดหาใช่ไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งปาฏิหารย์ใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย…

 


คลิกชมคลิป คุณอ็อด ครีรีบูน (ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว) พูดถึงปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารของหลวงตามหาบัว และของวัตถุมงคลที่เขาได้มาจากหลวงตามหาบัวก่อนหลวงตาบัวเข้าสู่พระนิพพาน ชมคลิปคลิก!!

 

ขอขอบคุณเวป sanook.com
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก www.luangta.com
คลิปจากรายการ บอก9เล่า10 (ช่อง9)

 


 

ซึ้ง! หนุ่มใจสู้โชว์กีตาร์มือเดียวใน Thailand’s Got Talent

09 Mar


สมศักดิ์ เหมรัญ


สมศักดิ์ เหมรัญ


สมศักดิ์ เหมรัญ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการ Thailand’s Got Talent

ประเดิมเทปแรกของรายการ Thailand’s Got Talent พรสวรรค์ บันดาลชีวิต เวทีประกวดความสามารถที่ไม่จำกัดรูปแบบ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีเรื่องน่าประทับใจเกิดขึ้นกลางเวทีเสียแล้ว เมื่อ “สมศักดิ์ เหมรัญ” ผู้สมัครร่วมรายการในรอบคัดเลือกโซนภาคใต้ ได้คว้ากีตาร์ตัวโปรดขึ้นโชว์ลีลาดีดกีตาร์มือเดียวประกอบการร้องเพลง ทำเอาพิธีกร กรรมการ และผู้ชมในห้องส่งถึงกับอ้าปากค้าง!!!

เพราะทันทีที่เสียงเมโลดี้เพลง “ศรัทธา” ดังขึ้นจากการใช้มือเดียวดีดกีตาร์ พร้อมกับเสียงเพลงที่ร้องออกมาอย่างไพเราะ ก็สะกดอารมณ์ผู้ชมทั้งห้องส่ง จนต้องลุกขึ้นปรบมือให้ สมศักดิ์ เหมรัญ ด้วยเสียงกึกก้อง พร้อมกับส่งเสียงเชียร์หนุ่มนักสู้คนนี้อย่างเต็มที่

แต่ที่ทำเอากรรมการ และผู้ชมถึงกับน้ำตาไหลไปกับการแสดงของ สมศักดิ์ ก็เมื่อทราบว่า เมื่อ 10 ปีก่อน หนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยสงขลา วัย 29 ปีคนนี้ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขณะขี่รถจักรยานยนต์ ทำให้แขนซ้ายเป็นอัมพาต แต่นั่นไม่เท่ากับการสูญเสียแม่ผู้เป็นที่รักซึ่งนั่งซ้อนท้ายเขาไปกับอุบัติเหตุครั้งนั้นด้วย


สมศักดิ์ เหมรัญ


สมศักดิ์ เหมรัญ

สมศักดิ์ เล่าว่า เขาชอบเล่นดนตรี และชอบเล่นกีตาร์มาก แม้จะอ่านตัวโน้ตไม่ออก แต่ก็ฝึกเล่นดนตรีไปด้วยใจรัก แต่เมื่อประสบอุบัติเหตุจนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถเล่นดนตรีได้ดังใจฝัน จนเมื่อผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้นไปได้หนึ่งปี ประกอบกับได้กำลังใจอันเต็มเปี่ยมจากพี่ชาย ก็ทำให้ สมศักดิ์ เหมรัญ กล้าลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เพียรฝึกเล่นกีตาร์มือเดียวมาตลอดจนคล่องแคล่ว

และเมื่อสมศักดิ์ ทราบข่าวว่า รายการ Thailand’s Got Talent เปิดรับสมัครประกวดผู้ที่มีความสามารถ สมศักดิ์ เหมรัญ จึงไม่รอช้า รีบยื่นใบสมัครทันที โดยหวังจะโชว์ความสามารถพิเศษที่เกิดจากความตั้งใจ และทุ่มเท เพื่อส่งผ่านความหวัง และกำลังใจต่อไปยังเพื่อนร่วมโลกคนอื่น ๆ ที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ให้ดูชีวิตและความมุ่งมั่นของเขาเป็นตัวอย่าง


สมศักดิ์ เหมรัญ กับพี่ชาย


สมศักดิ์ เหมรัญ กับพี่ชาย

ฉะนั้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมสมศักดิ์ถึงได้รับสัญญาณ “ผ่าน” ฉลุยจากคณะกรรมการทั้งสามคนทันที โดยไม่ต้องรอให้เขาร้องเพลงจนจบ แถมยังได้รับคำยกย่องจากรรมการว่า เขาเป็นยอดนักสู้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งเต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาในตัวเองสมกับชื่อเพลงที่เลือกมาร้องจริง ๆ

เห็นไหมว่า ความสามารถของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ  ขอปรบมือดัง ๆ ให้กับความพยายามของคุณ สมศักดิ์ เหมรัญ ด้วยคนค่ะ


 

วันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

18 Feb

มาฆบูชา

วันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง วันนี้กระปุกจึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวันมาฆบูชามาฝากกันค่ะ

ความหมายของวันมาฆบูชา

คำว่า “มาฆะ” นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า “มาฆบุรณมี” หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3

การกำหนดวันมาฆบูชา

การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม

ความสำคัญและประวัติของวันมาฆบูชา

ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่างๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”

ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งคำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

จาตุร แปลว่า 4
องค์ แปลว่า ส่วน
สันนิบาต แปลว่า ประชุม

ดังนั้น “จาตุรงคสันนิบาต” จึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ 4″ นั่นเอง

ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

ประวัติการถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า

ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อถึงเวลาค่ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ

หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้

หลักการ 3 คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

1.การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)

2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)

3.การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย

ซึ่งทั้ง 3 หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” นั่นเอง


อุดมการณ์ 4 ได้แก่

1.ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
2.ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
3.ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ
4.นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

วิธีการ 6 ได้แก่

1.ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
2.ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
3.สำรวมในปาติโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
4.รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่างๆ
5.อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
6.ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา

การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชาคือ คือ ในตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร ช่วงบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูปเทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่างๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com


 

ประวัติ วันวาเลนไทน์

14 Feb

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คลังปัญญาไทย

ใน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวคริสต์ นั่นก็คือ วันวาเลนไทน์ นั่นเอง วันวาเลนไทน์ หรือ วันนักบุญวาเลนไทน์ หรือที่รู้จักกันว่า วันแห่งความรัก นั้น เป็นวันที่คู่รักจะบอกความในใจของกันและกัน อาจจะโดยการส่งการ์ด, มอบดอกไม้ หรือพากันไปท่องเที่ยวในสถานที่หวานแหววโรแมนติคสุดประทับใจ สำหรับในประเทศไทยเอง เทศกาลแห่งความรักนี้ก็ได้รับความนิยมแพร่หลาย ไม่ว่าจะในหมู่ชาวคริสต์ หรือชาวพุทธก็ตาม

สำหรับประวัติวันวาเลนไทน์นั้น หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุเป็นเพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้น เป็นวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์ หรือเซนต์วาเลนไทน์ นักบุญแห่งความรักนั่นเอง นักบุญวาเลนไทน์ เป็นผู้ริเริ่มการจัดงานแต่งงานในยุคที่ไม่นิยมให้แต่งงานกัน เหตุเพราะในช่วงนั้น โรม ต้องประสบกับสงคราม จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ต้องการเกณฑ์คนไปรบ แต่มีบุคคลจำนวนมากที่มีครอบครัว มีภรรยา มีคนรัก ต่างไม่อยากจะทิ้งครอบครัวไป ทำให้ จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ตัดสินใจให้ยกเลิกการแต่งงานและการหมั้นทั้งหมดของชาวโรมันในยุคนั้นไปหมด อย่างสิ้นเชิง

แต่ นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ชักชวนคู่รักมาแต่งงานหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังเอาไว้ และในคุกที่คุมขังนักบุญวาเลนไทน์นั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอดนางหนึ่ง เมื่อโดนจับได้ นักบุญวาเลนไทน์จึงถูกนำตัวไปประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็น วันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตนให้ความรักนั่นเอง

คิวปิด วันวาเลนไทน์

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)

ตำนาน ความรักของ เทพเจ้าคิวปิด นั้น ในอดีต เทพเจ้าวีนัสอิจฉา “ไซกี” ธิดาวัยกำลังแรกรุ่นของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่สำคัญคือไซกีสวยกว่าเทพเจ้าวีนัสมาก นางเลยส่งเทพเจ้าคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับบุรุษเพศ แต่เทพเจ้าคิวปิดกลับหลงรักไซกีและพามาที่วัง และลอบมาหาในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่มีคนยุให้ไซกีแอบดูตอนเทพเจ้าคิวปิดนอนหลับ แต่ด้วยความตื่นเต้นของไซกีที่เห็นเทพเจ้าคิวปิดเป็นหนุ่มรูปงาม เลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่เทพเจ้าคิวปิด เมื่อเทพเจ้าคิวปิดรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นางขัดคำสั่ง จึงทิ้งนางไป

เมื่อ โดนทิ้ง ไซกีก็ออกตามหาเทพเจ้าคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกเทพเจ้าวีนัสกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา จนเทพเจ้าคิวปิดเห็นใจต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจ จึงช่วยให้ทั้งสองได้ครองรักกัน

วันวาเลนไทน์


ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันในวันวาเลนไทน์

หลายร้อยปีก่อนในประเทศอังกฤษ เด็ก ๆ จะแต่งตัวลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ในวันวาเลนไทน์ แล้วร้องเพลงจากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจะกล่าวว่า ” Good morning to you, Valentine ; Curl your locks as I do mine — Two before and three behind. Good morning to you, Valentine.”

ในประเทศเวลส์ ผู้ที่มีความรักและชื่นชมในงานช้อนไม้แกะสลัก จะทำการแกะสลักช้อนและมอบให้เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ โดยจะสลักรูปหัวใจ และลูกกุญแจไว้บนช้อนนั้น ซึ่งมีความหมายว่า “คุณได้ไขหัวใจของฉัน” (You unlock my heart)

เด็ก หนุ่มสาวจะทำการเขียนชื่อคนที่ตัวเองชอบ แล้วหย่อนไว้ในอ่างหรือชาม แล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งชื่อ เพื่อดูว่าใครจะเป็นคู่ของตัวเองในวันวาเลนไทน์ หลังจากนั้นก็จะเอาชื่อที่หยิบได้นี้มาติดไว้ที่แขนเสื้อเป็นเวลาหนึ่ง สัปดาห์ การทำเช่นนี้มีความหมายว่า คนๆ นั้นต้องการบอกคนทั่วไปรู้ได้ง่าย ๆ ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

ในบางประเทศ ผู้หญิงจะได้รับของขวัญเป็นเครื่องแต่งกายจากผู้ชาย แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นเก็บของขวัญชิ้นนี้เอาไว้นั่นหมายถึงหล่อนจะแต่งงานกับเขา

วันวาเลนไทน์

บางคนมีความเชื่อว่า ถ้า ผู้หญิงคนใดเห็นนกโรบินบินผ่านเหนือศรีษะตนเองในวันวาเลนไทน์ นั่นหมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับกะลาสีเรือ หรือถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกกระจอก หล่อนก็จะได้แต่งงานกับชายยากจนและจะมีความสุข และถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนก Goldfinch หมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี

ในบางประเทศจะมีการทำเก้าอี้แห่งรักขึ้นมา ซึ่งจะเป็นเก้าอี้ที่มีขนาดกว้าง ในครั้งแรกที่มีการทำเก้าอี้นี้ขึ้นมาก็เพื่อจะให้ผู้หญิงที่แต่งตัวในชุด ราตรีนั่ง ต่อมาเก้าอี้แห่งรักนี้ได้ทำขึ้นเป็นสองส่วนและมักจะทำเป็นรูปตัวเอส (S) ซึ่งการทำเก้าอี้ทรงนี้จะทำให้คู่รักสามารถนั่งด้วยกันได้ แต่จะไม่ใกล้ชิดกันจนเกินไป

บางธรรมเนียมในบางแห่งของโลก เด็กหนุ่มสาวจะนึกถึงชื่อของคนที่ตัวเองอยากจะแต่งงานด้วยประมาณห้าถึงหก ชื่อ ในขณะที่ปอกเปลือกผลแอปเปิ้ลนั้นให้เป็นขดนั้น ก็ให้เอ่ยชื่อของคนที่นึกถึงออกมาจนกว่าจะปอกเปลือกแอปเปิ้ลได้หมดผล และเชื่อกันว่า คนที่จะได้แต่งงานด้วยนั้นคือคนที่เอ่ยชื่อถึงในขณะที่ปอกเปลือกของแอปเปิ้ล ได้หมดพอดี

ในบางประเทศมีความเชื่อว่า ถ้าหากผ่าผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นสองซีก แล้วให้นับเมล็ดข้างในดู แล้วก็จะสามารถรู้จำนวนบุตรในอนาคตได้